จีนกับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่หนุนความเฟื่องฟูของ healthtech

จีนกับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่หนุนความเฟื่องฟูของ healthtech

การเติบโตของธุรกิจการดูแลสุขภาพในจีนคาดว่าจะถูกผลักดันจากการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น โรคภัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต และการตระหนักที่มากขึ้นในเรื่องสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายที่สูงนับเป็นความท้าทายที่สำคัญ แต่โชคยังดีที่กระแสการเปลี่ยนสู่ดิจิทัลที่กำลังดำเนินอยู่ได้ช่วยลดแรงกดดันลงได้บ้าง และยังส่งผลให้เกิดโอกาสการลงทุนที่น่าตื่นเต้นในหลายภาคส่วน

Kieron Poon
Portfolio Manager,
Eastspring Investments, Singapore

มิถุนายน 2021 | 4.5 min read

ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพของจีนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า จาก 6.5 ล้านล้านหยวนในปี 2019 เป็น 17.6 ล้านล้านหยวนในปี 20301 ซึ่งเป็นการเติบโตควบคู่ไปกับเซ็กเตอร์ย่อยอื่นๆ เช่น การขายยา การขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ผู้จัดจำหน่ายและอื่นๆ ส่วนปัจจัยด้านภูมิทัศน์เองก็มีพัฒนาการมาโดยตลอดทั้งทศวรรษพร้อมๆ กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยในความเป็นจริงพบด้วยว่าค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพแบบออนไลน์นั้นได้เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่านับตั้งแต่ปี 2015

ความเฟื่องฟูของเทคโนโลยีด้านสุขภาพของจีนเพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาหลังจากรัฐได้ดำเนินการตามกรอบการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อใช้กำกับบริการดูแลสุขภาพแบบออนไลน์ในปี 2018 กฎระเบียบใหม่ได้อนุญาตให้ 1) โรงพยาบาลต่างๆ สามารถใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อทำงานร่วมกัน 2) ให้โรงพยาบาลที่เป็นระบบออฟไลน์สามารถนำเสนอบริการหรือโซลูชั่นแบบออนไลน์ และ 3 ) ให้บริษัทจัดตั้ง “โรงพยาบาลอินเทอร์เน็ต” (internet hospital) ในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลที่เป็นระบบออฟไลน์ โดยโรงพยาบาลอินเทอร์เน็ตสามารถเลือกใช้บริการของแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของธุรกิจการดูแลสุขภาพจากการที่หลายคนหันไปใช้ telehealth เพื่อรับคำปรึกษาทางการแพทย์ ข้อมูลระบุว่าประชากรจีนเกือบ 986 ล้านคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์พกพาในปี 20202 ซึ่งสนับสนุนด้วยเทคโนโลยี 5G ที่เร็วที่สุดในโลก ทำให้การเชื่อมต่อกับบริการทางการแพทย์ออนไลน์ไม่ได้เป็นปัญหา เราเชื่อว่ามีอยู่สองเซ็กเตอร์ที่พร้อมจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเพิ่มขึ้นของ telemedicine นั่นคือการขายยาออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการวินิจฉัยทางการแพทย์ ดูรูปที่ 1

รูปที่ 1 : ตลาดบริการให้คำปรึกษาออนไลน์กำลังขยายตัว

asian-high-yields-keep-calm-and-carry-on-01

อนาคตที่สดใสสำหรับการขายยาออนไลน์

การขายยาออนไลน์ไม่ได้รับความนิยมมากนักในประเทศจีนด้วยเหตุผลบางประการ หนึ่งในนั้นคือชุดความคิดแบบดั้งเดิมของผู้ป่วยซึ่งหลายคนเชื่อว่าโรงพยาบาลของรัฐมีแพทย์ที่มีคุณภาพดีที่สุดและยาที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นผู้ป่วยจึงมักหลีกเลี่ยงการซื้อยาออนไลน์ ผลก็คือการขายยาที่อยู่ในโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศมีสัดส่วนถึง 70% ขณะส่วนแบ่งการตลาดที่เหลือตกเป็นของร้านขายยา โดยการขายยาออนไลน์นั้นมีสัดส่วนที่ต่ำกว่า 1% ของตลาดรวมซึ่งมีมูลค่า 1.8 ล้านล้านหยวน ดูรูปที่ 2

รูปที่ 2: ยอดขายยาผ่านช่องทางออนไลน์เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับยอดขายรวม

china-digitalisation-hastens-the-healthtech-boom-Fig 1

แต่เราเชื่อว่ารูปแบบในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปและการขายยาออนไลน์จะมีการเติบโตที่แข็งแกร่งในเชิงโครงสร้าง ซึ่งสนับสนุนโดยกฎระเบียบของภาครัฐที่เอื้ออำนวย ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2000 หน่วยงานกำกับดูแลได้ออกร่างข้อบังคับซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับกรอบกฎหมายสำหรับการขายยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ผ่านทางออนไลน์และการปรับราคายาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับยาที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยในเดือนเมษายน ปี 2021 กระทรวงพาณิชย์ได้ออกเอกสารให้การสนับสนุนมณฑลไห่หนานเป็นโครงการนำร่องสำหรับการขายใบสั่งยาออนไลน์

ผู้ป่วยโรคเรื้อรังจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากความคืบหน้าดังกล่าว ปัจจุบันยอดขายยาโรคเรื้อรังคิดเป็นสัดส่วน 55% ของยอดขายยาทั้งหมดในประเทศจีน ซึ่งโดยรวมแล้วเราคาดว่ายอดขายยาผ่านช่องทางออนไลน์จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้นอย่างน้อย 30-40% ในช่วงระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ดูรูปที่ 3 การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ยังคาดว่าจะช่วยปรับปรุงและอำนวยความสะดวกในเรื่องคุณภาพของการให้คำปรึกษาออนไลน์

รูปที่ 3: ตลาดร้านขายยาออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

china-digitalisation-hastens-the-healthtech-boom-Fig 1

พลังของระบบการวินิจฉัยโรคด้วย AI ช่วยยกระดับขีดความสามารถ

โดยปกติแพทย์จะทำการวินิจฉัยตามประสบการณ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่อันห่างไกลของจีน แพทย์ส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์มากพอเนื่องจากไม่ได้พบเจอความหลากหลายของโรคต่างๆ ซึ่งนี่เองคือจุดที่ระบบการวินิจฉัยโดย AI ที่สร้างขึ้นโดยบริษัทเทคโนโลยีของจีนบางแห่งสามารถเข้ามาช่วยตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด การใช้ระบบการวินิจฉัยโดย AI นั้นทำให้แพทย์สามารถเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยและมีอัตราการรอดชีวิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้ เครื่องมือ AI ยังสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพโดยรวม ผู้ป่วยจะมีความมั่นใจมากขึ้นต่อโรงพยาบาลที่อยู่ในเกรดรองๆ ลงมาในพื้นที่ห่างไกล และในทางกลับกัน ก็จะช่วยบรรเทาแรงกดดันในเรื่องความหนาแน่นของโรงพยาบาลเกรด A ที่อยู่ในหัวเมืองขนาดใหญ่

มีบริษัทด้านการดูแลสุขภาพที่ใช้ AI หลายแห่งในประเทศจีน โดยข้อมูลในปี 2020 พบว่ามีบริษัทเหล่านี้อยู่จำนวน 129 แห่งซึ่งไม่รวมบริษัทที่ทำงานวิจัยด้านพันธุกรรมแบบเจาะจง ซึ่งในบรรดาบริษัทเหล่านั้น มีบริษัทจำนวน 55 แห่งที่ให้บริการเครื่องสร้างภาพทางการแพทย์ โดยคิดเป็น 42.6% ของผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่ใช้ AI ทั้งหมด3 แม้ว่าเทคโนโลยี AI จะถูกนำมาใช้ในกลุ่มผู้ให้บริการเครื่องสร้างภาพทางการแพทย์เป็นส่วนใหญ่ แต่ในที่สุดแล้วก็อาจถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มการดูแลสุขภาพอื่นๆ ดูรูปที่ 4

รูปที่ 4 : เทคโนโลยี AI ในกลุ่มธุรกิจการดูแลสุขภาพ

asian-high-yields-keep-calm-and-carry-on-01

การพิจารณาลงทุนจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ครอบคลุมและลึกซึ้ง

แม้คำอธิบายข้างต้นจะสื่อถึงทางเลือกการลงทุนอันน่าตื่นเต้นแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปราศจากอุปสรรคไปเสียทีเดียว ผู้ลงทุนในขั้นเริ่มต้นต้องเข้าใจว่าอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพของจีนนั้นยังคงเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย โดยสัดส่วนที่สูงกว่า 60% ของค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐมาจากการเบิกจ่ายจากรัฐบาล ดังนั้นการที่รัฐมีบทบาทในภาคส่วนนี้เป็นอย่างมากและการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพโดยรวม

ในประเด็นถัดมา เมื่อพิจารณาจากเซ็กเตอร์ย่อยต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมแล้ว ความเชี่ยวชาญของแต่ละเซ็กเตอร์ย่อยที่แตกต่างกันก็มีความจำเป็นในการใช้แยกแยะโอกาสที่อยู่ภายในกลุ่มเหล่านั้น ประเด็นสำคัญในการประเมินศักยภาพการลงทุนของบริษัทจึงได้แก่แนวโน้มการเติบโต ขนาดตลาดรวมที่สามารถระบุได้ และความสามารถด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญกว่านั้น ผู้ลงทุนต้องตระหนักว่าบริษัทด้านการดูแลสุขภาพไม่ใช่ทั้งหมดที่มีการเติบโตสูงโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพราะยังมีผู้ผลิตยาสามัญอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

ในขณะเดียวกัน ESG ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เราจำเป็นต้องคำนึงถึงภายใต้ขอบเขตการลงทุนด้านการดูแลสุขภาพ บริษัทประเภท healthtech ต่างเผชิญกับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้อมูล นั่นคือที่มาของข้อมูล การจัดเก็บและใช้งานข้อมูล การที่มีข้อกำหนดด้านการปฏิบัติแตกต่างกันในเรื่องบันทึกข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลทางพันธุกรรม ทำให้งานประมวลผลข้อมูลเป็นเรื่องที่มีสิ่งแอบแฝง

อนาคตที่ยิ่งใหญ่ของบิ๊กเทคโนโลยีในอาณาจักร healthtech

บทบาทของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในด้านการดูแลสุขภาพคาดว่าจะเพิ่มขึ้น ตัวบ่งชี้สำคัญตัวหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงแรงส่งที่กำลังมีน้ำหนักมากขึ้นในจีนก็คือการผสานเข้ากับแพลตฟอร์ม telehealth ซึ่งก่อตั้งโดยบริษัทประกันภัย โรงพยาบาล และรัฐบาล แพลตฟอร์มที่มีความสามารถด้านซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบในการรวบรวมร้านค้าปลีกยาแบบออฟไลน์ที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ด้วยการส่งเสริมความร่วมมือกับโรงพยาบาลและแพทย์ที่มีคุณภาพ

ในอีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นสิ่งสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของ digital healthcare ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับเซ็กเตอร์ต่างๆ ได้แก่ บริการทางการแพทย์ ระบบสุขภาพสาธารณะ การจัดหายา การคุ้มครองสุขภาพ และการจัดการด้านการดูแลสุขภาพ เราเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโตเชิงโครงสร้างนี้ และเมื่อมีการลงทุนในเรื่องเหล่านี้มากขึ้นเราก็จะได้เห็นการเติบโตที่เพิ่มขึ้น

แต่ท่ามกลางเหตุการณ์ทั้งหมดที่ดูราบรื่น เราก็ยังต้องพิจารณาถึงประเด็นด้านจริยธรรมด้วย บรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำเป็นต้องแสดงให้เห็นด้วยความเต็มใจว่าการดูแลผู้ป่วยนั้นมีความสำคัญมากกว่าการใช้ข้อมูลเพื่อสร้างรายได้ การกำกับดูแลด้านข้อมูลต้องดำเนินการติดตามเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการปฏิบัติตามหลักการทางจริยธรรม และในท้ายที่สุดนี้ เทคโนโลยี AI ควรเป็นสินทรัพย์ ไม่ใช่ภาระหนี้สินสำหรับทุกๆ คน UFA